แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ

มาตรา 172 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบกฎหมาย
1. ผู้กระทำ คือ “ผู้ใด
2. การกระทำ คือ “แจ้งฯ ประกอบด้วยเงื่อนไขคือ “ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา แก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
ในส่วนของการกระทำ ตามองค์ประกอบความผิดนี้ ผลของการกระทำคือ ผู้รับแจ้ง “ได้ทราบข้อความที่แจ้ง” เป็นความผิดสำเร็จ ส่วนผู้รับแจ้ง จะเชื่อข้อความดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่ผลของการกระทำความผิด
3. เจตนา คือ รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดต่างๆ ครบถ้วน พฤติการณ์ประกอบการกระทำ คือ “ซึ่ง (การแจ้งข้อความฯ นั้น) อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย”
คำพิพากษาฎีกาที่ 897/2507
จำเลยไปแจ้งความโดยเล่าเรื่องตามที่เกิดขึ้น ซึ่งมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจเช่นนั้นได้ ข้อความที่บันทึกไว้นั้นก็เป็นข้อความที่ “พนักงานสอบสวน” บอกให้ “ตำรวจ” เขียน ไม่ใช่ถ้อยคำที่จำเลยแจ้งโดยแท้จริง ไม่ผิด ม 172- เจตนา-
คำพิพากษาฎีกาที่ 1017/2505
คดีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจแจ้งความเท็จต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า โจทก์บุกรุกเข้าไปอยู่ในห้องของจำเลยนั้น แม้จำเลยผู้แจ้ง จะไม่ประสงค์ให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีอาญาก็ตาม แต่ก็เห็นเจตนาของจำเลยได้แล้วว่า ต้องการให้ตำรวจจับโจทก์ไปเสียจากห้องที่อยู่ดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า เนื่องจากคำแจ้งความของจำเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกโจทก์ไปสอบสวน เมื่อโจทก์นำสืบชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นนี้ ซึ่งถ้าเป็นจริงโจทก์จะได้รับความเสียหาย ย่อมถือว่าคดีของโจทก์มีมูลแล้ว-
คำพิพากษาฎีกาที่ 897/2507
จำเลยไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยเล่าเรื่องให้ฟังตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จำเลยไม่เห็นคนยิง แต่เชื่อหรือเข้าใจว่า โจทก์เป็นผู้ยิง พนักงานสอบสวนได้สรุปข้อความตามคำแจ้งความ แล้วให้ตำรวจบันทึกคำแจ้งความไว้ มีความตอนหนึ่งว่าโจทก์ใช้ปืนพกยิง จำเลยเข้าใจว่า โจทก์มีเจตนาจะยิงจำเลยให้ถึงแก่ความตาย จำเลยไปแจ้งความ โดยเล่าเรื่องตามที่เกิดขึ้น ซึ่งมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจเช่นนั้นได้ ข้อความที่บันทึกไว้นั้นก็เป็นข้อความที่พนักงานสอบสวนบอกให้ตำรวจเขียน ไม่ใช่ถ้อยคำที่จำเลยแจ้งโดยแท้จริง ทั้งมีพฤติการณ์ต่อมาแสดงว่า จำเลยมิได้เจตนาแกล้งเอาความเท็จไปกล่าวหาโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่ 3025/2526
เมื่อตามพฤติการณ์มีเหตุผลควรให้จำเลยเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนร้ายที่ลักทรัพย์ของจำเลยไป การที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนโดยเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.ม.172 / การที่ผู้ใหญ่บ้านจำเลยที่ 2ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1ว่าทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถูกคนร้ายลักไป ได้ทำบันทึกมีข้อความถูกต้องเพียงแต่ทำบันทึกในวันหลัง และลงวันที่ย้อนหลังให้ถูกต้องตรงกับวันที่ที่มีการแจ้งความนั้น เป็นเพียงการทำบันทึกให้ตรงกับความเป็นจริงว่ามีการแจ้งความในวันใด ไม่เป็นการทำพยานหลักฐานเท็จตาม ม.179
คำพิพากษาฎีกาที่ 3383/2541
ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากจะต้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษแล้ว ผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จด้วย เมื่อพฤติการณ์เป็นการแจ้งความตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่จำเลย มีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเข้าใจว่าต้องดำเนินคดีแก่โจทก์ ส่วนการจะตั้งข้อหาดำเนินคดีแก่โจทก์หรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน หาได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรงไม่ กรณียังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
คำพิพากษาฎีกาที่ 8391/2544
จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในทำนองเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งมีเหตุการณ์ทำให้จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมของบิดาและโจทก์ได้บุกรุกที่ดินของจำเลย เมื่อพนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลย จำเลยก็ให้การรับว่าที่ดินดังกล่าวยังมีข้อพิพาทฟ้องร้องทางแพ่งโต้เถียงกรรมสิทธิ์กันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาแกล้งเอาความเท็จไปกล่าวหาโจทก์ ส่วนฝ่ายใดจะมีสิทธิดีกว่ากันเป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งต่อไป จำเลยไม่มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน

แชร์ข้อมูลได้ที่นี่
Share on Facebook
Facebook
0Pin on Pinterest
Pinterest
0Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on LinkedIn
Linkedin